+ คนสวยมักไม่ฉลาด และ คนรวยมักนิสัยไม่ดี

            คำกล่าวที่ว่า “คนสวยมักไม่ฉลาด” และ “คนรวยมักนิสัยไม่ดี” ยังคงมีอิทธิพลอยู่จนถึงทุกวันนี้ เพราะในสังคมมีตัวอย่างให้เห็น และสื่อมวลชนนำมาเผยแพร่ย้ำความคิด หรือความเชื่อที่มีต่อคำกล่าวนี้อยู่เป็นระยะ ๆ แม้แต่เรื่องเล่า หรือเรื่องขำ ๆ มักจะเสียดสีและสนับสนุนความคิดตามคำกล่าวนี้ เช่น ในเรื่องเล่าขำ ๆ ของสังคมตะวันตก ถ้ามีผู้หญิง ๓ คน โดยคนแรกเป็นผู้หญิงผมสีเงินปนขาวหรือเรียกว่า "Blonde" ซึ่งมักจะเป็นผู้หญิงสวยแต่มักไม่ค่อยฉลาด ส่วนผู้หญิงอีกสองคนซึ่งมีผมสีน้ำตาลปนดำที่เรียกว่า "Brunette" และผู้หญิงผมสีแดงปนทองที่เรียกว่า "Redhead" ทั้งสองคนหลังนี้ถึงจะดูสวยน้อยกว่าแต่จะมีความฉลาดกว่า "Blonde" ดังนั้นเรื่องเล่าหรือเรื่องขำ ๆ จำนวนมากจะถูกนำมาล้อเลียนคนสวยแต่ไม่ฉลาดที่มีผมสีเงินออกขาว หรือ "Blonde" ที่สร้างความขบขันสนับสนุนความคิดที่ว่า “คนสวยมักไม่ฉลาด” อยู่เสมอ 


            แม้ในสังคมไทยก็มีตัวอย่างในเรื่องราวที่เป็นข่าวทางสื่อมวลชน เรื่องเล่า นิยาย นิทานให้เห็น หรือได้ยินได้ฟังอยู่เสมอเช่นกัน นอกจากนี้ในละคร นิยาย หรือเรื่องเล่าต่าง ๆ ที่พูดถึงคนรวยแล้วมักจะมีนิสัยไม่ดี เห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ (งก) ใจร้ายซึ่งส่วนมากจะเป็นตัวละครฝ่ายของตัวร้ายในเรื่อง แต่ในทางตรงข้ามคนจนจะมีนิสัยดี ซื่อสัตย์ ใจดี โอบอ้อมอารี ซึ่งมักจะเป็นตัวละครฝ่ายพระเอกหรือนางเอกของเรื่อง เป็นต้น 

 

 


            จากความคิดและความเชื่อของคนในสังคมดังกล่าวทำให้เกิดความคิดและความเชื่อเชิงตรรกในทางตรงข้ามคือ “คนฉลาดมักไม่สวย” และ “คนจนจะมีนิสัยดี” หรือ ถ้าเป็นคนสวยมักจนแต่นิสัยดี ซึ่งส่วนมากจะเป็นนางเอกของละครไทย ซึ่งความคิดและความเชื่อดังกล่าวนั้น "ไม่เป็นความจริงทั้งหมด" หรือ ไม่เป็น "Whole Truths" เพราะความจริงมีทั้งคนที่สวย รวย และนิสัยดีในคนเดียวกัน หรือ มีคนที่จน โง่ และนิสัยเลวในคนเดียวกัน หรือเป็นคนที่มีลักษณะอื่น ๆ ตามเหตุและปัจจัยต่าง ๆ ที่เป็นไปได้มากกว่าที่คิดและเชื่อถือ ซึ่งความคิดและความเชื่อดังกล่าวนั้นจึงจัดได้ว่าเป็น "ความจริงเพียงบางส่วน (Partial Truths)" เพราะเป็นความจริงอย่างที่คิดและเชื่อถืออยู่บ้างในบางกรณีเท่านั้น ไม่สามารถนำมาใช้เป็นความจริงแท้แน่นอนได้


การศึกษาเรื่องความจริง
           
การศึกษาเพื่อค้นหาความจริง หรือ Truths นั้นเป็นการศึกษาในสาขาวิชาอภิปรัชญา หรือ Metaphysics ซึ่งเป็นศาสตร์สาขาหนึ่งของ ปรัชญา ที่ว่าด้วยความแท้จริงหรือสารัตถะ (Reality Essence) ซึ่งรวมทั้ง ชีวิต โลก และ ภาวะเหนือธรรมชาติเป็นต้นกำเนิดของการแสวงหาความรู้ เพราะการอยากรู้อยากเห็นและการพยายามหาความจริงที่แท้จริงนั้นเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้มนุษย์ค้นหาสิ่งที่ต้องการรู้คือ “ความจริงแท้แน่นอน” การที่มนุษย์ค้นพบความรู้จำนวนมากเพราะมีการพยายามหาความจริงแท้แน่นอนในสิ่งต่าง ๆ ซึ่งความพยายามค้นหาความจริงที่เป็นจริงแท้แน่นอนนี่เองทำให้เกิดความรู้ และความจริงที่มีระดับรองลงมาจำนวนมาก เช่น กฎ ทฤษฎี รวมทั้งหลักการต่าง ๆ นอกจากนั้นยังค้นพบสิ่งที่เรียกว่าเป็น “มายา” (Maya) หรือภาพลวงต่าง ๆ อีกด้วย ซึ่ง "มายา" หมายถึง สิ่งที่ไม่เป็นความแท้จริงแต่ลวงให้เห็นเป็นจริงหรือมีอยู่จริงได้ 

 

 

 

 


            การศึกษาในสาขาวิชาอภิปรัชญาได้เจริญก้าวหน้ามาอย่างต่อเนื่อง แม้ในปัจจุบันอิทธิผลของอภิปรัชญามีปรากฏอยู่ในทุกสถาบันการศึกษาชั้นสูงทั่วโลก รูปธรรมของอิทธิพลนั้นปรากฏอยู่ในรูปของ “การวิจัย” ซึ่งเป็นการแสวงหาความรู้ ความจริงใหม่ ๆ อยู่เสมอ ความรู้ความจริงที่ได้จากงานวิจัยนั้นมีระดับของความเป็นจริงที่หลากหลาย และบางอย่างสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ แต่ความจริงบางอย่างต้องใช้ด้วยความระมัดระวังเช่นกัน


ระดับของความจริง
           
ดังนั้นการศึกษาหาความรู้ที่ผู้เรียนและผู้สอนจะต้องพบและตระหนักในความจริงของความรู้ที่นำมาใช้ในการเรียนการสอนนั้น สามารถจำแนกความจริงของความรู้นั้นได้ ๕ ประการได้แก่ 


            ๑. ความจริงทั้งหมด หรือ Whole Truths นั้นได้มาจากการค้นพบจากการทดลอง เป็นความจริงที่พิสูจน์ได้ตลอดเวลา ซึ่งได้รับการยอมรับโดยไม่มีข้อโต้แย้ง ตัวอย่างเช่น ความจริงที่พบว่า “ผู้เรียนจะเรียนรู้เนื้อหาในระดับที่สูงขึ้นได้ก็ต่อเมื่อได้รับการเรียนรู้หรือได้รับการพัฒนาความรู้และทักษะพื้นฐานเสียก่อน...” 

 

 


            จากความจริงทั้งหมดนี้เองที่นำไปสู่การทดสอบความรู้ก่อนการเข้าเรียน และการจัดลำดับเนื้อหาสำหรับให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เป็นขั้นตอน จึงเป็นความจริงที่คงที่แล้ว นำไปใช้ได้แล้วจริง ๆ หรือความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่พบความจริงว่าเมื่อนำเอา Hydrogen (H) สองอะตอมรวมกับ Oxygen (O) หนึ่งอะตอมแล้วจะได้ "น้ำ" ซึ่งเป็นความจริงทั้งหมดและคงที่เสมอตลอดไปไม่ว่าจะกระทำที่ไหน เมื่อไร ก็จะได้ผลคงที่เช่นเดียวกันเสมอ
           
๒. ความจริงเพียงบางส่วน หรือ Partial Truths เป็นความจริงที่ได้จากข้อมูลที่จำกัดสามารถนำมาใช้ได้บางเวลา บางสถานที่ และบางโอกาสเท่านั้น ไม่สามารถนำมาใช้ได้ทุกที่ทุกเวลาตลอดไปได้ ตัวอย่างเช่น ความจริงที่ว่า “ผู้เรียนจะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นถ้ามีการจัดกลุ่มผู้เรียนที่มีความคล้ายคลึงกันไว้ด้วยกัน และผู้เรียนบางคนจะมีผลการเรียนดีขึ้นมากเมื่อจัดไว้ในกลุ่มที่มีความเหมือนกัน...”
           
แต่ในบางกรณีผู้เรียนบางคนหรือบางกลุ่มอาจไม่เป็นเช่นนั้น ดังนั้นการจัดกลุ่มผู้เรียนตามความสามารถ และใช้กลุ่มผู้เรียนที่มีความความเหมือนกันอาจจะได้ผลดีสำหรับบางกลุ่มแต่ไม่ทุกกลุ่มซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจทำให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์บางด้าน แต่อาจจะไม่สัมฤทธิ์ผลในบางด้านก็ได้เช่นกัน จึงเรียกความจริงแบบนี้ว่าเป็น ความจริงบางส่วน หรือจากคำกล่าวข้างต้นที่ว่า "คนสวยมักไม่ฉลาด" และ "คนรวยมักนิสัยไม่ดี" ก็จัดอยู่ในความจริงระดับนี้เพราะไม่เป็นความจริงทั้งหมดและคงที่ตลอดไป
           
๒. ความจริงครึ่งเดียว หรือ Half Truths เป็นเรื่องที่มีความจริงอยู่ครึ่งหนึ่งแต่ไม่ยอมที่จะกล่าวถึงเรื่องราวทั้งหมดเพื่อไม่ให้ทราบถึงความไม่จริงหรือความเท็จที่มีอยู่ในนั้น โดยเลือกเสนอเฉพาะส่วนที่เป็นจริง ตัวอย่างเช่น ความจริงที่ว่า “เด็กที่เป็น ออทิสติก (Autistic) มีความสามารถทางกีฬามากกว่าเด็กปกติ...”
           
ซึ่งเป็นการกล่าวที่ไม่ได้กล่าวทั้งหมดว่ากีฬาอะไร ประเภทไหน และการแข่งขันกันนั้นทำอย่างไร และที่ว่าเด็กปกตินั้นเป็นปกติที่มีวัยและขนาดของร่างกายเท่าเทียมกันหรือไม่ ซึ่งในการแข่งกีฬานั้นอาจเป็นกีฬาที่เด็ก ออทิสติก ได้เปรียบกว่าหรือต้องการจัดการแข่งขั้นกีฬาเพื่อต้องการผลทางจิตวิทยาให้กับเด็ก ออทิสติก จึ่งสามารถเอาชนะเด็กปกติได้ เป็นต้น
           
๔. สมมุติฐาน หรือ Hypotheses ในส่วนนี้ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด และก็ไม่ใช่ความจริงบางส่วน หรือ ความจริงครึ่งเดียว แต่เป็นสิ่งที่คาดเดาอย่างมีหลักการอันเป็นผลของการศึกษาค้นคว้าอย่างเป็นระบบ ผู้เรียนต้องใช้วิจารณญาณของตนในการตัดสินสิ่งที่คิดว่าควรจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดหรือเป็นความจริงมากที่สุดโดยอาศัยความรู้ ประสบการณ์ตลอดจนสามัญสำนึกของตนเพื่อตัดสินใจ ตัวอย่างเช่น ความจริงที่ว่า “ในระดับมัธยมศึกษาจำนวนนักเรียนในแต่ละชั้นควรมีประมาณ ๒๕ คน และระดับประถมควรมีจำนวนน้อยกว่านั้น ส่วนในระดับมหาวิทยาลัยยิ่งมีจำนวนน้อยยิ่งดี ประมาณ ๑๐-๑๕ คนในระดับปริญญาตรี และ ประมาณ ๕-๑๐ คนในระดับบัณฑิตศึกษา...”
           
ขนาดของชั้นเรียนดังกล่าวเป็นเพียงการคาดเดาหรือสมมุติฐานเท่านั้น ส่วนการตัดสินใจทำจริงนั้นยิ่งอาจแตกต่างจากนี้และมีปรากฏให้พบเห็นเป็นจริงได้ เช่น มหาวิทยาลัยบางแห่งมีนักศึกษาระดับปริญญาเอกมากถึง ๔๐ คนในหนึ่งห้องเรียนเป็นต้น อย่างไรก็ตามยังไม่มีผลการวิจัยแสดงถึงตัวเลขที่เป็นจริงที่สามารถบอกจำนวนนักศึกษาในชั้นเรียนที่ดีที่สุดได้ และเช่นเดียวกันจำนวนของผู้เรียนในสถานศึกษาแต่ละแห่งที่เหมาะสมนั้นควรจะเป็นเท่าไรจึงจะดีที่สุดก็ยังไม่มีเช่นกัน บางมหาวิทยาลัยมีนักศึกษากว่าสามแสนคน ในขณะที่บางมหาวิทยาลัยมีนักศึกษาเพียงหลักร้อยเท่านั้น
           
๕. สิ่งที่ยอมรับว่าจริง หรือ Axioms เป็นสิ่งที่ยอมรับว่าถูกต้อง เป็นความจริง หรือถ้าจะเป็นสิ่งที่ไม่จริงก็ยังไม่มีข้อโต้แย้ง สิ่งเหล่านี้อาจถูกนำมาใช้เป็นพื้นฐานของการคิด และใช้สำหรับการตอบคำถามและให้คำอธิบายในชั้นเรียน การใช้ความจริงประเภทนี้ หรือได้การรับการบอกเล่าความจริงประเภทนี้ในชั้นเรียนจึงเกิดขึ้นอยู่เสมอ
           
ความจริงระดับนี้ยังรวมไปถึงพฤติกรรมของ “วิญญูชน” ที่เชื่อถือว่าเป็นบรรทัดฐานทางสังคม (Social Norms) หรือ เป็นมาตรฐานการปฏิบัติของคนทั่วไป (ไม่ใช่อย่างที่ฉันเป็น ฉันทำ ฉันคิด หรืออย่างที่เธอเป็น เธอทำ เธอคิด ต้องถือเอาบรรทัดฐานทางสังคมเป็นหลัก ไม่ยึดถือความแตกต่างของปัจเจกบุคคล) ความจริงที่เป็นบรรทัดฐานทางสังคมของ "วิญญูชน" นี้ยังใช้สำหรับการพิจารณาคดีความในศาลได้อีกด้วย


ความจริงในการเรียนการสอน
            การแสวงหาความรู้ที่เป็นความจริงแท้นั้นเป็นความต้องการของมวลมนุษย์ชาติมาตั้งแต่เริ่มมีมนุษย์ และความจริงแท้หลายอย่างที่มนุษย์ค้นพบและถ่ายทอดเป็นคำสอนต่อ ๆ กันมานั้นได้ถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับมวลมนุษย์ชาติอย่างมาก โดยเฉพาะความรู้ที่เป็นความจริงแท้ทางด้านวิทยาศาสตร์ การได้รู้ความจริงของปรากฏการณ์ธรรมชาติต่าง ๆ ทำให้เกิดเทคโนโลยี และเทคนิควิธีการต่าง ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงภัยอันตราย และสร้างความสะดวกสบายของมวลมนุษย์ แต่ความรู้ที่เป็นความจริงทางด้านสังคมศาสตร์และศิลป์ศาสตร์ที่อาจทำให้เกิดผลกระทบทั้งแง่บวกและแง่ลบกับบุคคลอื่นได้นั้น นอกจากจะมีปัญหาในเชิงปรัชญาในตัวความรู้ที่คิดว่าเป็นความจริงแท้แล้ว ยังต้องระมัดระวังในการนำความรู้นั้นไปใช้สำหรับการเรียนการสอนอีกด้วย
           
การสร้างคุณค่าให้เคารพและยึดถือความจริงนั้นเป็นสิ่งที่สังคมทุกสังคมและทุกคำสอนของศาสนาต่างยกย่อง เช่น การพูดความจริง หรือการห้ามพูดเท็จ และการปลูกฝังค่านิยมต่าง ๆ เช่น "เสียชีพอย่าเสียสัตย์" ให้กับลูกเสือ หรือคำกล่าวที่ว่า "ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย" รวมทั้งการให้สาบานตนว่าจะพูดแต่ความจริงเมื่อมีการให้ถ้อยคำในศาลเป็นต้น แต่การใช้ความรู้ที่เป็นความจริงทางสังคมศาสตร์หรือศิลป์ศาสตร์ที่เป็นปัญหาทางปรัชญานั้นยังคงมีอยู่ เพราะมีข้อถกเถียงว่าความรู้บางอย่างที่อ้างว่าเป็นความจริงทางสังคมศาสตร์หรือศิลป์ศาสตร์นั้นไม่ใช่ความรู้ที่แท้จริงหรือความจริงทั้งหมดแบบ Whole Truths เนื่องจากเป็นความรู้ที่มีเงื่อนไขทางสังคมกำหนดขึ้นโดยมีมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ความดี ความชั่ว ความถูก และความผิด เป็นต้น จึงมักจะขาดความบริสุทธิ์ของความเป็นจริงแท้แบบ Whole Truths นั่นเอง ความรู้ทางสังคมศาสตร์หรือทางศิลป์ศาสตร์จึงมักจัดอยู่ในระดับของ "ความจริงเพียงบางส่วน" หรือ Partial Truths เท่านั้น
           
ในการเรียนการสอนที่มีการนำเสนอความรู้ทางศิลป์ศาสตร์และสังคมศาสตร์นั้นมีประเด็นของการนำความรู้ที่เป็นข้อเท็จจริงมาเป็นบทเรียนสำหรับการเรียนการสอน (ข้อเท็จจริงหมายถึง ความจริงที่สามารถพิสูจน์หรือเชื่อถือว่าเป็นจริงแท้ในขณะนั้น)ความจริงหรือข้อเท็จจริงทางศิลป์ศาสตร์หรือทางสังคมศาสตร์อาจคุกคามหรือสร้างความเสียหายให้กับผู้อื่นได้ การคุ้มครองผู้สอนและผู้เรียนในการเสนอความจริงทางสังคมศาสตร์หรือศิลป์ศาสตร์ด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญในเรื่องของเสรีภาพทางวิชาการนั้นจึงมีความจำเป็นต้องได้รับการคุ้มครองอย่างจริงจังอีกด้วย


สรุป
           
เมื่อได้ทราบถึงลักษณะของความจริงต่าง ๆ ที่จะได้พบในการเรียนการสอนดังนี้แล้ว ผู้เรียนและผู้สอนพึงตระหนักและระลึกถึงลักษณะของความรู้ที่นำมาใช้ระหว่างการเรียนการสอนด้วย เพราะการนำเสนอความรู้ในบางลักษณะในระหว่างการเรียนการสอนนั้น บางครั้งเป็นความรู้ที่ไม่อยู่ในระดับที่เป็นความจริงทั้งหมด หรือเป็นความจริงอยู่เสมอตลอดไป หรือที่เรียกว่าเป็นความจริงในระดับ Whole Truths เท่านั้น แต่ยังมีความรู้ที่อยู่ในระดับของความจริงอื่น ๆ นำมาใช้สำหรับการเรียนการสอนอีกด้วย จึงสมควรมีการพิจารณาในแต่ละความรู้นั้น จะทำไห้สามารถ “รู้เท่าทันกับความรู้” นั้นได้
           
นอกจากนั้นความรู้ต่าง ๆ ที่ได้มาจากการนำเสนอของสื่อมวลชน นักวิชาการ นักการเมือง หรือผู้มีอำนาจทั้งหลาย ก็สามารถนำหลักการของการจำแนกระดับความจริงในบทความนี้ไปพิจารณากำหนดระดับความจริงของความรู้ที่รับมาได้เช่นกัน เพื่อผู้เรียนและผู้สอนจะได้มิสติ ไม่ดีใจ ตกใจ กังวลใจ หรือเสียใจมากจนเกินเหตุกับความรู้ที่นำมาใช้เรียนใช้สอน หรือความรู้ที่เกิดขึ้นในระหว่างการเรียนการสอน รวมทั้งไม่หลงอยู่กับ "มายา" และวาทกรรมหรือคำกล่าวที่ไม่เป็นความจริงทั้งหมดอีกต่อไป

รองศาสตราจารย์ ดร.กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์
ไทยรัฐ
วันอังคารที่ ๕ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๓ 

ค้นหาข่าว

รวบรวม : โครงการพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน